You are here: EM กับการเกษตร เทคนิคการปลูกข้าวโพด

เทคนิคการปลูกข้าวโพด

อีเมล พิมพ์ PDF

แหล่งข้อมูลจากหนังสือเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 ประจำเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม พ.ศ. 2553

เกี่ยวกับ ไร่ - นา : โดยอาจารย์รัช  รุจิรวรรธน์ 

ข้าวโพด

ข้าวโพด เป็นพืชที่มีประโยชน์หลายอย่างคือ เป็นทั้งอาหารของมนุษย์และสัตว์ มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาก เพราะนอกจากเพื่อใช้ภายในประเทศแล้ว ยังสามารถส่งออกได้ปีละมากๆ ข้าวโพดที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น ข้าวโพดหัวบุบ ข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดข้าวเหนียว ข้าวโพดแป้ง ข้าวโพดอาหารสัตว์ แต่ในการอธิบายเทคนิควิธีการเพาะปลูก จะขอแยกออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.    ข้าวโพดหวาน

2.    ข้าวโพดอาหารสัตว์

3.    ข้าวโพดฝักอ่อน

1.    ข้าวโพดหวาน

เป็นพันธุ์ที่ชอบดินร่วน หรือชอบดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบความแห้งแล้งและความชื้นแฉะ ดินที่มีความชื้นธรรมดา ไม่แฉะ ข้าวโพดจะเจริญเติบโตได้ดีมาก มีรายละเอียดสำคัญดังนี้

1.1          พันธุ์ที่นิยมปลูก เป็นพันธุ์ลูกผสม มีเมล็ดสีเหลือง สามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะ 18-20 วัน หลังจากออกไหม

1.2          ฤดูกาลปลูก

-         ปลูกได้ตลอดปี ถ้ามีน้ำเพียงพอ

-         ฤดูปลูกที่เหมาะคือ ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน เดือนมกราคม หรือเริ่มปลูกในระยะต้นฤดูฝน คือระหว่างเดือนพฤษภาคม - เดือนกรกฎาคม

หลังเก็บเกี่ยวข้าวก็สามารถปลูกในนาได้ จะให้แน่นอน เกษตรกรต้องพยายามสังเกตความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศด้วยว่า

-         ฝนจะเริ่มตกเมื่อไร

-         ฝนจะหมดเมื่อไร

จะปลูกในระยะนั้นๆ เพราะข้าวโพดไมชอบความแห้งแล้งหรือมีน้ำมาก ทั้งแห้งและแฉะ จะไม่เหมาะต่อการปลูกข้าวโพด ระยะที่ดีที่จำได้ง่ายๆ คือระยะต้นหรือระยะปลายฤดูฝน

การเตรียมดิน

ปลูกบนพื้นราบ

-         ใส่โบกาฉิก่อนไร่ละ 100-200 กิโลกรัมตามสภาพ

-         พ่นด้วย EM ขยาย 40-50 ลิตรต่อ 1 ไร่ ผสมน้ำสะอาด 1:500-1,000 ตามสภาพดินแห้งหรือเปียก

ถ้าพื้นดินขาดอินทรียวัตถุ ควรใส่มูลสัตว์หรืออินทรียวัตถุอื่นๆ ด้วย เช่นใบไม้ ซากต้นข้าวโพด ฯลฯ แล้วจึงใส่โบกาฉิและพ่น EM ให้ชื้นโดยทั่วไป แล้วไถดะ หรือไถด้วยผาล 3 และผาล 7 หมักไว้ 7-15 วัน พรวนด้วยผาล 7 อีกครั้ง แล้วยกแปลงปลูก

การดำเนินเช่นนี้เพื่อ

-         การกำจัดวัชพืช

-         เพิ่มปุ๋ยในดิน

-         กำจัดเชื้อโรคต่างๆ  

การปลูกจะได้ผลดีกว่าการใส่ปุ๋ยภายหลัง และการใส่ปุ๋ยโบกาฉิก่อน ทำให้รากยาว ลึก โค่นล้มยาก และหาอาหารได้เก่ง ทนต่อภาวะอากาศแล้งหรือฝนชุก

ถ้าปลูกไม่มาก มีพื้นที่ 2-3 งาน ให้ได้ผลผลิตสูง ทำดังนี้

-         หลังการไถ่ครั้งแรก พรวนแล้วชักร่องให้ลึกตามแปลงที่จะปลูก นำอินทรียวัตถุมาใส่ เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ มูลสัตว์ ฯลฯ แล้ว

-         ใส่โบกาฉิ เมตรละ 1-2 กำมือ

-         รด EM (1:1:500)

-         กลบร่องและยกเป็นแปลง หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนปลูก

ในแปลงนาหรือแปลงที่มีวัชพืชมากๆ หว่านโบกาฉิ พ่น EM แล้วไถพรวน หญ้าฟางคือปุ๋ย ขอให้ได้หมักและย่อยสลายก่อนด้วย EM

หมายเหตุ

หากมีอินทรียวัตถุและมีโบกาฉิมูลสัตว์เพียงพอ ผลผลิตจะสมบูรณ์มากน้อยตามสภาพ

การใช้เทคนิคเกษตรธรรมชาติด้วย EM จะปรับสภาพให้เป็นปกติ ทั้งสภาพดินโรค ดินกรด ดินด่าง หรือดินขาดสารอาหาร

1.3          วิธีการปลูก

ก่อนปลูก นำเมล็ดพันธุ์แช่ EM (1:500-1,000) นาน 10-20 นาทีเพื่อ

-         กำจัดเชื้อโรค สารพิษสารเคมี

-         เร่งการงอก

ข้าวโพดหวาน ปลูกหลุมละ 1-2 เมล็ด

ข้าวโพดข้าวเหนียว ปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด

1.4          ระยะระหว่างหลุม

-         ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยวระหว่างหลุม ระยะ 25 เซนติเมตร

-         ถ้าปลูกแถวคู่ให้เยื้องกัน ระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร

1.5          การดูแลรักษา

1. ใส่ปุ๋ย พิจารณาตามสภาพดิน หรือดูที่ต้นกล้า

-  ดินดี ต้นกล้าสวยแข็งแรง ใส่เมื่ออายุ 40 วัน

-  ดินไม่ดี กล้าไม่สมบูรณ์ ใส่ 2 ครั้ง เมื่อกล้าอายุ 20 วัน และ 40 วัน

- พ่น EM เสมอทุกครั้งที่ใส่โบกาฉิ

2. การให้น้ำ

- ยกร่องให้น้ำสูง ¾ ของร่อง สัปดาห์ละครั้งหรือตามความเหมาะสม

-   แปลงราบ รดด้วยการสาดพ่น รด ราด ทุกๆ 7-10 วัน/ครั้ง เมื่อสักเกตเห็นว่าใบข้าวโพดเหี่ยวนั้นแสดงว่าดินแห้ง ควรรีบให้น้ำ (ยกเว้นฝนตก)

1.6          ศัตรูและการป้องกัน

การได้ใส่โบกาฉิ หรือบำรุงดินสม่ำเสมอ หรือถ้าดินดี พืชจะไม่มีโรคและไม่ถูกรบกวนจากศัตรูพืชด้วย

ในระยะปีแรกๆ ควรใช้ EM5 สม่ำเสมอ เดือนละ 2 ครั้ง พ่นให้ทั่วในระยะแดดร่มลมตก

1.7          การเก็บเกี่ยว

ต้องทำทุกระยะ เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวได้คุณภาพ

-         เก็บเกี่ยวหลังออกไหมได้ 50% เป็นเวลา 18-20 วัน หรือสังเกตสีของไหม จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

-         ข้าวโพดฝักบนสุด ฉีกเปลือก เล็บกดเมล็ดจะมีน้ำนมไหล

-         ข้าวโพดหวานควรเก็บทั้งหมดภายใน 5-7 วัน

ถ้าเก็บก่อนหรือหลังระยะที่เหมาะสม 1-2 วัน จะทำให้ได้ข้าวโพดคุณภาพไม่ดี

-         ใช้มือหักฝักสดให้ถึงบริเวณด้านฝักที่ติดลำต้น

1.8          การปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

-         รีบนำผลผลิตไว้ที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดด

-         ไม่ควรกองสมให้สูงมากเกินไป มีอากาศถ่ายเทดี

-         ถ้ามีการขนส่งไกลนานเกิน 3 ชั่วโมง ควรมีที่ระบายอากาศ โดยใช้ท่อพีวีซี ขนาด 2-3 นิ้ว ยาว 3-4 เมตร

การดูแลแปลงหลังเก็บเกี่ยว

ถ้าทำได้จะดีมากคือ

- ไม่เผาต้น ควรตีป่นด้วยเครื่อง

- ใส่โบกาฉิ + EM ขยาย พ่น

- ไถกลบซากไว้ในดิน ถ้าจะปลูกต่อก็ควรหมักไว้ก่อน 7-15 วัน แล้วไถพรวนตามที่กล่าวมาข้างต้น

2. ข้าวโพดอาหารสัตว์

ข้าวโพดอาหารสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการเพิ่มทุกปี แต่มีปัญหาเพิ่มทุกปีคือ

-         มีพื้นที่เพาะปลูกลดลง แต่ความต้องการเพิ่ม

-         ประสิทธิภาพการผลิตต่ำทั้งฤดูกาล และการปนเปื้อนสารพิษสารเคมี

-         มีการระบาดของโรคสูง

-         ผลผลิตกระจุกตัวในเดือนสิงหาคม เดือนตุลาคม

-         เมล็ดพันธุ์ราคาแพง

2.1 สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

-         พื้นที่ไม่ลาดเอียงมาก

-         ดินร่วน ดินเหนียว ดินร่วนทราย

-         การระบายน้ำดี

2.2 การเตรียมดิน

-         ใส่โบกาฉิไร่ละ 100-200 กิโลกรัม

-         สาดพ่นด้วย EM (1:1:500-1,000) ให้ทั่ว (ใช้ EM ประมาณไร่ละ 30-40 ลิตร เป็น EM ขยาย)

-         ไถด้วยผาล 3 ต่อด้วยผาล  7

-         หมักดินไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน พรวนอีกครั้ง

ขั้นตอนนี้มีประโยชน์มากเพื่อหมักดินให้เกิดปุ๋ย กำจัดวัชพืช และกำจัดเชื้อโรค สารพิษสารเคมีปรับสภาพความเป็นกรด ด่าง ให้เป็นกลาง

-         ยกร่องปลูกได้ หรือจะปลูกโดยไม่มีร่องก็ดำเนินการได้

2.3 ฤดูกาลปลูก

-         ต้นฤดูฝนเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม

-         ปลายฤดูฝนเดือนกรกฏาคม - เดือนสิงหาคม

2.4 วิธีปลูก

-         ระหว่างแถว 75 เซนติเมตร

-         ระหว่างต้น 25 เซนติเมตร

-         ใส่หลุมละ 1-2 เมล็ด

ก่อนปลูกนำเมล็ดพันธุ์แช่ในน้ำผสม EM 1:500-1,000 เป็นเวลานาน 20-30 นาทีก่อน

2.5 การให้ปุ๋ย

-         ใส่โบกาฉิเดือนละครั้ง

-         พ่นด้วย EM (1:1:500-1,000) เดือนละครั้ง

-         ฮอร์โมนเร่งดอก สารสกัดพืชหมัก (F.P.E.) 20-30 วันต่อครั้ง

2.6 การรักษาป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช

-         EM5 (สุโตจู) ในการใช้เทคนิคเกษตรธรรมชาติต้องใช้เสมอๆ ทุกๆ 15-20 วัน หากงดเคมีได้ในปีต่อๆ ไปไม่ต้องใช้ เพราะเมื่อดินสะอาดโรคต่างๆ จะไม่มี

2.7 การเก็บเกี่ยว

-         เก็บเกี่ยวได้เมื่อข้าวโพดแห้งทั้งแปลงไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อไม่ให้มีความชื้นมากเกินไป

-         ไม่ควรเก็บหลังฝนตก

2.8 หลังการเก็บเกี่ยว

-         ตากให้แห้ง ก่อนการกระเทาะฝัก

-         ตากเมล็ดอีกครั้ง

-         นำไปจำหน่าย

ไม่ควรปล่อยแปลงทิ้ง เพราะจะถูกเผาเล่นควรป่นต้นข้าวโพด ใส่โบกาฉิไร่ละ 100 กิโลกรัม พ่นด้วย EM เหมือนการเตรียมแปลง ไถด้วยผาล 3 ต่อด้วยผาล 7

จะปลูกพืชอื่นใดต่อก็ได้หรือไม่ปลูกก็ได้เป็นการรักษาดินให้มีคุณภาพ เมื่อถึงฤดูกาลปลูกก็เริ่มเตรียมแปลงใหม่เหมือนเดิม ผืนดินจะไม่เสื่อม ผลผลิตจะได้เพิ่มทุกปี คุ้มกับการลงทุนลงแรง

3. ข้าวโพดฝักอ่อน

เป็นผักส่งออกที่สำคัญของประเทศในรูปผักสดหรือผักบรรจุกระป๋อง หรือการแช่แข็ง แต่การเพาะปลูก การดูแลต้องมีความรอบรู้ รอบคอบ ละเอียดละออพอควร

การเพาะปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ต้องใช้แรงงานมาก และผลผลิตก็ต้องมาก เกษตรกรจึงควรร่วมกันผลิตเป็นกลุ่ม มีผู้นำเพื่อการดูแล การดำเนินงานทุกขั้นตอนกระทั้งส่งออก

3.1   พันธุ์ที่นิยม สุวรรณ1, สุวรรณ2, สุวรรณ3, รังสิต1,เชียงใหม่ 90

3.2   การปรับปรุงดิน ชอบดินร่วน ไม่ชอบแฉะมีน้ำขัง การปรับปรุงดินหรือเตรียมแปลง ปฎิบัติเหมือนที่กล่าวมาแล้ว คือ

-         โบกาฉิ ไร่ละ 100-200 กิโลกรัม ตามสภาพดิน

-         EM ไร่ละ 30-40 ลิตร ผสม 1:1:500-1,000

-         ไถดะ ไถแปร (ผาล 3 ต่อด้วยผาล 7 )

-         หมักไว้ก่อนไม่น้อยกว่า 7 วัน

-         ไถแปร ยกร่อง

3.3 ระยะปลูก

-         50x50 หรือ 40x40 เซนติเมตร

-         หลุมละ 3 ต้น

3.4 การดูแล

-         การให้น้ำต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขาดความชื้นไม่ได้เลย แต่อย่าให้แฉะ ข้าวโพดยังเล็ก ก็ให้ทุกๆ 2-3 วัน ต่อ 1 ครั้ง เมื่อสูงประมาณเข่าให้ 5-7 วัน/ครั้ง

-         โบกาฉิ พิจารณาใส่บริเวณที่ข้าวโพดไม่สวย เจริญเติบโตช้า หากข้าวโพดสมบูรณ์แล้วไม่ต้องใส่

-         EM ควรพ่นสม่ำเสมอ

-         EM5 ก็ควรใช้เป็นประจำ

(ดูรายละเอียดที่ผ่านมาในข้าวโพดหวาน)

3.5 การถอดยอด

                ข้าวโพดอายุ 38 วัน หรือมีใบจริงครบ 7 คู่ จะมีช่อดอกตัวผู้โผล่ออกมาจากใบธง (ใบยอด) ให้ดึงช่อดอกออกทิ้ง ต้องระวังต้นให้มั่น การทำเช่นนี้เพื่อป้องกันการผสมพันธุ์กับเกสรตัวเมียที่ปลายฝัก

3.6 การเก็บเกี่ยว

-         เก็บเกี่ยวฝักอ่อนได้หลังดึงช่อดอกตัวผู้ออกแล้ว 3-5 วัน สังเกตได้จากไหมที่โผล่พ้นฝักประมาณ 1-2 เซนติเมตร

-         ต้องเก็บทุกวัน เพื่อไม่ให้ฝักแก่เกินไป

                การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ต้องขยัน ละเอียด มีความรู้ ความเข้าใจในสภาพต่างๆ ที่พอเหมาะพอดี จึงต้องมีหลายคน แต่ก็เป็นที่น่ายินดีกับงานนี้คือ ราคาดี ไม่มีตกค้าง และปฎิบัติได้ตลอดปี

ต้องขยัน อดทน แต่มีรายได้ดี เป็นงานไม่หนัก แต่ไม่ค่อยจะว่าง

3.7 การรักษาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว

-         หลังเก็บ รีบนำเข้าร่ม หรือโรงเรือนที่ระบายอากาศได้ดี

-         ขนส่งควรทำโดยเร็ว

-         การปอกเปลือก ต้องชำนาญในการกรีดไม่ให้เกิดแผลที่ฝัก

-         ทำความสะอาด

-         การส่งออกต้องทำตามเทคนิควิธีอย่างถูกต้อง

3.8 การดูแลแปลงหลังการเก็บเกี่ยว

-         ต้นข้าวโพดนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้

-         แต่ถ้าไม่ทิ้งหรือไม่นำออกไปไหนเลย จะตีป่นคลุมดิน ใส่โบกาฉิ และ EM เหมือนที่กล่าวมาแล้ว

-         ไถกลบด้วยผาล 3 ต่อด้วยผาล 7  หมักไว้ดีกว่าการตากแปลง จะทำให้ดินไม่เสื่อม การเพาะปลูกรุ่นต่อๆ ไปจะลดปุ๋ยลงได้เมื่อดินสมบูรณ์

หมายเหตุ

1.    ต้นข้าวโพดเป็นพืชสด หากไม่ได้ใช้โบกาฉิ + EM จะทำให้ดินเป็นกรด การไถกลบจึงต้องใส่โบกาฉิและ EM จึงจะเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน

2.    นำไปเป็นอาหารสัตว์ ควรตัดเป็นท่อนสั้นๆ หมักด้วย EM ก่อน สัตว์จะกินทั้งหมด หากไม่ตัดเป็นท่อนสั้นๆ สัตว์จะกินแต่ใบ

Joomlart